www.mamboteam.com
หน้าหลัก arrow ข่าวประชาสัมพันธ์ปี 2554 arrow ข่าวเดือนกันยายน arrow นายกฯ เปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด
 
 
หน้าหลัก
ข่าวประชาสัมพันธ์ปี 2556
ค้นหาขั้นสูง
แนะนำสำนักงาน ป.ป.ส.
วีดิทัศน์แนะนำ ศพส.
ที่ตั้ง สำนักงาน ป.ป.ส.
ที่ตั้ง สำนักงาน ปปส.ภาค
ข่าวประชาสัมพันธ์ย้อนหลัง
ติดต่อส่วนสื่อสารองค์กร
กองทุนแม่ของแผ่นดิน
คลิปข่าวงานยาเสพติด
คลิปข่าวปี 2555
คลิปข่าวปี 2556
คลิปข่าวปี 2557
สื่อรณรงค์/ดาวน์โหลด
ภาพรณรงค์
วีดิทัศน์รณรงค์
สปอตและเพลง
วีดิโอสตรีมมิ่ง
ตราสัญลักษณ์
วันต่อต้านยาเสพติด
ปี 2556
ปี 2555
ปี 2554
ปี 2553
ปี 2552
ปี 2551
ปี 2550
ปี 2549
สารคดีในหลวง
พระคุ้มเกล้าชาวไทย
9 คำพ่อสอน
เพลงพ่อแห่งแผ่นดิน
ธ ห่วงใย ปวงผไททั้งชาติ
ปฎิบัติการ รวมพลังไทย เทิดไท้องค์ภูมิพล เฉลิมฉลอง 80 พรรษา
ผลการปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศ ประจำปี 2555

อ่านรายงาน

มีผู้เข้าชมเว็บ
ผู้เยี่ยมชม: 2415133
7979 Hits
นายกฯ เปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด PDF พิมพ์

นายกฯ เปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ “พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด”
  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน 2554 เวลา 10.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ “พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” พร้อมแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมี ร.ต.อ.เฉลิม  อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งคณะรัฐมนตรีและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
 ภาพในงาน
วีทีอาร์เปิดปฏิบัติการวาระแห่งชาติ “พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด”
วีดิโอการมอบนโยบายงานยาเสพติดโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี

  นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลประกาศสงครามกับยาเสพติดตั้งแต่ปี 2546 และดำเนินการยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ทำให้สถานการณ์ปัญหายาเสพติดลดความรุนแรงลงจนไม่ส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนโดยทั่วไปมาเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง  ปัจจุบันสถานการณ์ยาเสพติดหวนกลับมาเป็นปัญหาสำคัญและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวรุนแรงมากขึ้นใกล้เคียงกับระดับก่อนประกาศสงครามกับยาเสพติด จากผลการสำรวจความรุนแรงของปัญหายาเสพติดในเดือนธันวาคม 2547 อยู่ที่ร้อยละ 1.8 ความรุนแรงของปัญหายาเสพติดได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงผลสำรวจครั้งล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2554 ความรุนแรงของปัญหาอยู่ที่ร้อยละ 23.4  ปัจจัยสำคัญหนึ่งเนื่องมาจากพลังแผ่นดินทุกภาคส่วนยังไม่เข้มแข็งพอที่จะผนึกกำลังเป็นวาระของคนในชาติ
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหายาเสพติด และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีกระแสพระราชดำรัส ที่พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2554 ณ ศาลาดุสิดาลัย โดยขอความร่วมมืออย่างจริงจังจากรัฐบาลและคนไทยทั้งชาติ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด  รัฐบาลจึงได้กำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องมีความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ เร่งแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยกำหนดให้มียุทธศาสตร์ “พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” ขึ้น
  รัฐบาลมีความมุ่งมั่นจะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ด้วยการรวมพลังทุกภาคส่วนเป็นพลังแผ่นดินในการต่อสู้กับยาเสพติด โดยยึดหลักผู้เสพคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม และสั่งการให้มีการกำกับติดตามช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ รวมทั้งดำเนินการป้องกันกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไปไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ยึดหลักนิติธรรมในการปราบปรามลงโทษผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล และผู้ประพฤติมิชอบ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และดำเนินการอย่างจริงจังในการป้องกันปัญหาด้วยการแสวงหาความร่วมมือเชิงรุกกับต่างประเทศในการควบคุมและสกัดกั้นยาเสพติด สารเคมี และสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดที่ลักลอบเข้าสู่ประเทศ ภายใต้การบริการจัดการอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ
  กลยุทธ์สำคัญที่จะดำเนินการของรัฐบาล ก็คือ  7 แผน 4 ปรับ 3 หลัก 6 เร่ง เป็นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดเป็นหลักในการขับเคลื่อนงานยาเสพติด
7 แผน ประกอบด้วย
1. แผนสร้างพลังสังคมและพลังชุมชนเอาชนะยาเสพติด  ทำให้หมู่บ้าน/ชุมชนทั่วประเทศ ประมาณ 60,000 แห่ง มีการรวมตัวเป็นพลังแผ่นดิน และใช้พลังนี้ดำเนินการป้องกันเฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน 
2. แผนการแก้ไขปัญหาผู้เสพผู้ติด (Demand) ลดจำนวนผู้เสพยาเสพติดในประเทศไทย  ประมาณการว่า จำนวนผู้เสพยาเสพติดในประเทศไทยในขณะนี้ ประมาณ 1.2 ล้านคน  รัฐบาลจะดำเนินการลดผู้เสพเหล่านี้ทั้งหมดใน 4 ปี โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปีแรกจะดำเนินการให้ได้ถึง 400,000 คนทั่วประเทศ 
3.แผนสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันยาเสพติด (Potential Demand)   มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้กับประชาชน เยาวชนทั่วไป เยาวชนกลุ่มเสี่ยง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัญหายาเสพติดให้กับประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งจะเป็นการตัดการเพิ่มขึ้นของผู้เสพรายใหม่
4.แผนปราบปรามยาเสพติดและบังคับใช้กฎหมาย ลดผู้ผลิต ผู้ค้าผู้ลำเลียงยาเสพติดในทุกระดับ เพื่อตัดวงจรที่จะนำยาเสพติดมายังตลาดผู้เสพ โดยบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ใช้มาตรการทางด้านทรัพย์สิน การสืบสวนขยายผล เป็นแนวทางปฏิบัติหลัก
5.แผนความร่วมมือระหว่างประเทศ  รัฐบาลจะแสวงความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อร่วมกันปราบปรามการผลิตและค้ายาเสพติด รวมทั้ง ใช้นโยบายเชิงรุกในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อให้ชายแดนมีความเป็นอยู่อย่างสันติ
6.แผนสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน  สกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนทุกด้าน มิให้มีการลักลอบนำยาเสพติดสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อสร้างแนวสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ
7.แผนบริหารจัดการแบบบูรณาการ ระดมสรรพกำลังทั้งประเทศเข้าแก้ไขปัญหายาเสพติด  มีการจัดองค์กร กลไกการแก้ไขปัญหายาเสพติดทุกระดับ และบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
 
4 ปรับ ปรับปรุงสิ่งที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ เพื่อทำให้การเอาชนะยาเสพติด มีประสิทธิภาพมากขึ้น
1.ปรับปรุงข้อมูล การข่าวให้ถูกต้อง ทันสมัย 
2.ปรับบทบาท พฤติกรรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ
3.ปรับกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ
4.ปรับทัศนคติของสังคมและชุมชนมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติด
 
3 หลัก  ยึด 3 หลักในการแก้ปัญหา ประกอบด้วย 
1.หลักเมตตาธรรมที่มีความรักในเพื่อนมนุษย์อยากเห็นคนผิดกลับตัวเป็นคนดี คืนความรักให้ครอบครัว คืนสุขให้ชุมชน 
2.ยึดหลักนิติธรรม ทางกฎหมายมาบังคับใช้อย่างจริงจังตามหลักนิติธรรม 
3.หลักแก้ปัญหาโดยยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง หรือ Area Approach โดยยึดจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน เป็นตัวตั้งของการแก้ไขปัญหา ให้พื้นที่เป็นเจ้าของปัญหา

6 เร่ง  ข้อฏิบัติเร่งด่วน 6 เรื่องที่จะต้องเร่งดำเนินการ 
1.เร่งดำเนินการในด้านข้อมูล ปัญหา ให้ทุกหน่วยหาข้อมูลปัญหายาเสพติดที่เป็นจริงในระดับพื้นที่ ในทุกจังหวัด โดยจะใช้วิธีการที่รอบคอบ ชัดเจน
 2.เร่งลดจำนวนผู้เสพยาจากหมู่บ้าน/ชุมชน จัดทำแผนบำบัดรักษาลดจำนวนผู้เสพยาเสพติดในพื้นที่โดยเร็ว และอย่างมีคุณภาพ  และจะดำเนินการให้ครบวงจร
3.เร่งแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศและการสกัดกั้นยาเสพติด ขยายความร่วมมือกับประเทศที่มีผลกระทบต่อปัญหายาเสพติดกับประเทศไทยมากที่สุด ขยายความร่วมมือในระดับปฏิบัติให้มากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นตามแนวชายแดน 
4.เร่งปราบปรามผู้ค้า ลดความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหายาเสพติด ตามที่ข้อร้องเรียนของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ  ให้เป็นเรื่องเร่งด่วนลำดับแรก และจะมีการแจ้งผลการดำเนินงานให้ประชาชนรับทราบ รวมทั้ง จะเร่งขยายผลการดำเนินงานในด้านยึดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติดตามหลักนิติธรรม ให้เพิ่มมากขึ้น
5.เร่งแก้ไขปัญหาเยาวชนกลุ่มเสี่ยงทั้งในและนอกสถานศึกษา ให้ทุกจังหวัดเข้มงวด กวดขันพื้นที่เสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชุมชนและสังคม เร่งสร้างระบบป้องกัน และเฝ้าระวังยาเสพติดในสถานศึกษาในทุกจังหวัด เพื่อสร้างความสบายใจให้กับผู้ปกครอง 
6.เร่งสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนให้มีความเข้มแข็ง  โดยน้อมนำพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2554  เรื่องโครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน จะทำให้หมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินทั้งหมดที่มีอยู่มีความเข้มแข็ง จะขยายจำนวนหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินให้เพิ่มขึ้น ประมาณ 50% ของหมู่บ้าน/ชุมชนทั้งประเทศในระยะ 4 ปี  และจะสมทบกองทุนแม่ของแผ่นดินเพิ่มขึ้น ตามปรัชญาของโครงการ  ซึ่งถือเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลอย่างแท้จริง
  ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายเร่งด่วนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  จึงได้มีคำสั่งจัดตั้ง ศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ  (ศพส.) โดยมี ร.ต.อ. เฉลิม  อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี  เป็นผู้อำนวยการ  ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการ อำนวยการ กำกับ สั่งการ ประสานงาน การแก้ไขปัญหายาเสพติดของทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการการดำเนินงานให้เป็นเอกภาพต่อไป  
  ในโอกาสนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจขเยี่ยมทรัพย์สินที่ยึดอายัดได้จากคดี ยาเสพติดและยาเสพติดของกลาง ซึ่งเป็นตัวอย่างผลการดำเนินงานปราบปรามยาเสพติดจากคดีฉก.ม.2 ร่วมกับ สภ.แม่ฟ้าหลวง ยึดยาบ้า 2,462,000 เม็ด ไอซ์ 95 กิโลกรัม และเฮโรอีน 3.4 กิโลกรัม และการจับกุมเครือข่ายผู้ผลิตยาบ้ารายสำคัญ ที่ จ.นนทบุรี พร้อมยึดอายัดทรัพย์สินจำนวนมาก รวมทั้ง การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดิน “ชุมชนแพร่งภูธร” กรุงเทพฯ ที่มีความเข้มแข็งโดยใช้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และได้พูดคุยกับผู้ผ่านการบำบัดและครอบครัว 3 ครอบครัว (ครอบครัวนายสันติพงษ์ อายุ 28 ปี เคยใช้ยาบ้า กัญชาและเฮโรอีน มาประมาณ 9 ปี ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นพนักงานราชการ พี่เลี้ยงดูแลผู้ป่วยที่ศูนย์ฟื้นฟูฯ ลาดหลุมแก้ว และครอบครัวนายกรวิชญ์ อายุ 17 ปี เคยใช้ยาบ้า มาประมาณ 4 ปี และเข้ามาบำบัดด้วยระบบสมัครใจ เพราะมีความตั้งใจที่ ในสถาบันธัญญารักษ์ โดยใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรคจากโรงพยาบาลต้นสังกัด ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษา ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นผู้เลี้ยงดูคนไข้อยู่ในสถาบันธัญญารักษ์ และมีแนวคิดในการวางแผนการดำเนินชีวิตและศึกษาต่อ กศน. ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และครอบครัวนายมนัส เคยติดยาบ้ามา 5 ปี ซึ่งเคยพยายามเลิกเองแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเข้าสู่กระบวนการชุมชนบำบัด 9 ขั้นตอน ซึ่งให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมให้กำลังใจและส่งเสริมการเลิกยาเสพติดภายใต้แนวคิด “หมู่บ้านเป็นโรงพยาบาล กรรมการชุมชนเป็นหมอ บ้านของผู้เสพเป็นเตียงผู้ป่วย ใช้สันติวิธีและวิถีวัฒนธรรมชุมชนเป็นยา” ทำให้สามารถเลิกยาได้  )
   ท้ายนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้เชิญชวนประชาชนคนไทยทุกภาคส่วน น้อมนำกระแสพระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ร่วมแสดงเจตนารมณ์และมุ่งมั่นเป็นพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา  5 ธันวาคม 2554 และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 อีกด้วย

<ก่อนหน้า   ต่อไป>
 
Top! Top!